Archive | ประวัติบุคคลสำคัญ RSS for this section

นายทวี บุณยเกตุ

นายทวี บุณยเกตุ เกิดเมื่อวันที่ 10 พฤศจิกายน 2447 เวลา 13.20 น. ที่จังหวัด
พระนคร เป็นบุตรของพระยารณชัยชาญยุทธ์ (ถนอม บุณยเกตุ) กับคุณหญิงรณชัยชาญยุทธ์
(ทับทิม) สมรสกับคุณหญิงอำภาศรี บุณยเกตุ
เริ่มการศึกษาที่โรงเรียนเบญจมราชูทิศ จังหวัดจันทบุรี โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย
และโรงเรียนราชวิทยาลัย ตามลำดับ จากนั้นไปศึกษาต่อที่ คิงส์ คอลเลจ ประเทศอังกฤษ และ
ไปศึกษาต่อในด้านวิชากสิกรรม ที่มหาวิทยาลัยกรีนยอง ประเทศ ฝรั่งเศส
หลังจากสำเร็จการศึกษา นายทวี บุณยเกตุ ได้เข้ารับราชการเป็นข้าราชการบำรุง
พันธุ์สัตว์ชั้น 2 กรมเพาะปลูกกระทรวงเกษตราธิการ จนกระทั่งวันที่ 24 มิถุนายน 2475 เข้าร่วม
กับคณะราษฎรทำการเปลี่ยนแปลงการปกครอง และได้รับการแต่งตั้งเป็นเลขาธิการคณะรัฐมนตรี
ในสมัยรัฐบาลของจอมพล แปลก พิบูลสงคราม และดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวง
ศึกษาธิการ ในสมัยรัฐบาลของพันตรี ควง อภัยวงศ์
นายทวี บุณยเกตุ ได้รับเลือกให้ดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 31 สิงหาคม
2488 หลังจากที่ พันตรี ควง อภัยวงศ์ ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี หลังจากสงครามโลก
ครั้งที่ 2 สิ้นสุดลง การดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีของท่านเป็นการดำรงตำแหน่งเพียงชั่วคราว
เพื่อรอการเดินทางกลับของหม่อมราชวงศ์ เสนีย์ ปราโมช หัวหน้าขบวนการเสรีไทยสายต่างประเทศ
ที่จะมาดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อดำเนินการเจรจากับฝ่ายพันธมิตรให้เป็นผลดีแก่ประเทศไทย
ต่อไป ระยะเวลาในการบริหารประเทศของท่านจึงสั้นเพียง 17 วัน เท่านั้น
ถึงแม้ว่าจะเป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราวในระยะเวลาสั้น ๆ ก็ตาม ท่านก็มีภารกิจสำคัญ
มากมายในช่วงที่การเมืองทั้งภายในภายนอกประเทศกำลังผันผวน ประเทศมหาอำนาจจะยอมรับ
การประกาศสงครามกับพันธมิตรเป็นโมฆะหรือไม่ ภารกิจที่สำคัญอีกประการหนึ่งก็คือ การต้อนรับ
คณะนายทหารฝ่ายสัมพันธมิตรที่เดินทางเข้ามาสำรวจความเสียหายในประเทศไทย
เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้ว นายทวี บุณยเกตุ ได้เข้าดำรงตำแหน่งใน
สภาร่างรัฐธรรมนูญในสมัยรัฐบาลของจอมพล สฤษดิ์ ธนะรัชต์ โดยทำหน้าที่เป็นประธานสภา
หลังจากนั้นจึงได้วางมือจากการเมืองตลอดไป ท่านถึงแก่อสัญกรรมเมื่อวันที่ 3 พฤศจิกายน 2514
รวมอายุ 67 ปี

พันตรี ควง อภัยวงศ์

พันตรี ควง อภัยวงศ์ เกิดเมื่อวันที่ 17 พฤษภาคม 2445 ณ เมืองพระตะบอง
ประเทศเขมร (ขณะนั้นเป็นจังหวัดในมณฑลบูรพาของไทย) เป็นบุตรของเจ้าพระยาอภัยภูเบศร์
(ชุ่ม อภัยวงศ์) ผู้สำเร็จราชการจังหวัดพระตะบอง กับคุณหญิงรอด สมรสกับคุณหญิงเลขา อภัยวงศ์
เริ่มศึกษาหนังสือกับขุนอุทัยราชภักดี ผู้เป็นลุงข้างมารดา จากนั้นเข้ารับการศึกษา
ที่โรงเรียนเทพศิรินทร์และ โรงเรียนอัสสัมชัญ ตามลำดับ แล้วไปศึกษาวิชาวิศวกรรมโยธาที่เอกอล
ซังตรัล เดอ ลียอง ประเทศฝรั่งเศส
หลังจากสำเร็จการศึกษาได้กลับมารับราชการเป็นนายช่างผู้ช่วยโท แผนกกอง
ช่างโทรเลข กรมไปรษณีย์โทรเลข มีความเจริญในหน้าที่การงานจนได้ดำรงตำแหน่งอธิบดี
กรมไปรษณีย์โทรเลข
พันตรี ควง อภัยวงศ์ ได้รับพระราชทานยศพันตรี ปฏิบัติหน้าที่ราชองครักษ์พิเศษ
เมื่อคราวร่วมสงครามอินโดจีน พ.ศ. 2484 และได้รับพระราชทานบรรดาศักดิ์เป็นหลวงโกวิทอภัยวงศ์
แต่ได้ลาออกจากบรรดาศักดิ์ เมื่อวันที่ 4 ธันวาคม 2484
พันตรี ควง อภัยวงศ์ เคยดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีในรัฐบาลของพระยาพหลพลพยุหเสนา
และจอมพล แปลก พิบูลสงคราม
พันตรี ควง อภัยวงศ์ เข้ารับตำแหน่งนายกรัฐมนตรีเมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2487
หลังจากที่สภาผู้แทนราษฎรไม่ผ่านร่างพระราชบัญญัติกำหนดระเบียบบริหารนครบาลเพชรบูรณ์
และพระราชกำหนดจัดสร้างพุทธมณฑลของรัฐบาล จอมพล แปลก พิบูลสงคราม และจอมพล แปลก
ได้ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี รัฐบาลชุดนี้ของพันตรี ควง ได้บริหารประเทศเป็นเวลา 1 ปี
พันตรี ควง อภัยวงศ์ ได้ร่วมจัดตั้งพรรคประชาธิปัตย์ และดำรงตำแหน่งหัวหน้าพรรค
คนแรก และเมื่อวันที่ 6 มกราคม 2489 พรรคประชาธิปัตย์ได้รับเสียงข้างมากในสภา พันตรี ควง
จึงได้เข้าดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรีอีกครั้งหนึ่ง
ผลงานที่สำคัญในขณะดำรงตำแหน่งนายกรัฐมนตรี คือ การประกาศสันติภาพ โดย
ก่อนหน้านั้นรัฐบาลชุดก่อนมีความจำเป็นต้องประกาศสงครามกับสหรัฐอเมริกาและอังกฤษ ครั้นเมื่อ
ท่านมาดำรงตำแหน่งได้ประกาศให้การประกาศสงครามดังกล่าวเป็นโมฆะไม่ผูกพันประชาชนชาวไทย
ทำให้สัมพันธภาพของประเทศไทยกับเหล่าพันธมิตรดีขึ้น
เมื่อวันที่ 8 เมษายน 2491 พันตรี ควง อภัยวงศ์ ถูกคณะนายทหารบังคับให้ลาออก
จากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี เพื่อเปิดทางให้แก่ จอมพลแปลก พิบูลสงคราม กลับเข้ามาดำรง
ตำแหน่งนายกรัฐมนตรีต่อไป เมื่อพ้นจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรีแล้วท่านยังคงดำเนินงาน
ทางการเมือง โดยทำหน้าที่เป็นฝ่ายค้านอยู่ในสภาผู้แทนราษฎรต่อมาอีกระยะหนึ่ง ท่านถึงแก่
อสัญกรรมเมื่อวันที่ 15 มีนาคม 2511 รวมอายุได้ 66 ปี

ข้อมูลประวัติ นิโคลัส โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus)

นิโคลัส โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus)
เกิด 19 กุมภาพันธ์ ค.ศ.1473 เมืองตูรัน โปแลนด์
เสียชีวิต 24 พฤษภาคม ค.ศ.1543 เมือง ฟร้อนบูร์ก  โปแลนด์

เป็นนักดาราศาสตร์ยุคหลังอริสโตเติล ผู้โด่งดังกับทฤษฎี “โลกเป็นเป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล” โคเปอร์นิคัส เป็นชาวโปแลนด์ เกิดมาในฐานะร่ำรวยแต่กำพร้าบิดาตั้งแต่ยังเด็ก เขาอยู่ในการปกครองของ ลุง ซึ่งเป็นพระนักบวช ซึ่งมีบทบาทต่อเขาอย่างมาก และมุ่งหวังอยากให้เขาเป็นแพทย์ เขาจึงได้มาศึกษาด้านเตรียมการแพทย์ เช่น คณิตศาสตร์ ภูมิศาสตร์ ดาราศาสตร์ จนเบนเข็มให้เขาหันมาสนใจด้านดาราศาสตร์มากกว่า แต่ท้ายที่สุดเขาก็หันไปเรียนด้านกฎหมายแทน จนถึงระดับ ปริญญาเอก ที่มหาวิทยาลัย เฟอร์รารา อิตาลี แต่ลุงเขากลับไม่ชอบใจ เขาจึงกลับมาศึกษาต่อด้านแพทย์อีกทีที่ มหาวิทาลัยปาดัว จนสำเร็จการศึกษา ทำให้เขาเชี่ยวชาญหลายด้าน ทั้งกฎหมาย แพทย์ และปรัชญา ศาสนา ละติน และดาราศาสตร์ ซึ่งหลังจากลุงเขาเสียชีวิต เขาก็หันมาสนใจด้านดาราศาสตร์อย่างจริงจัง ทำการศึกษาค้นคว้า โดยยึดหลักทฤษฎีของนักดาราศาสตร์ท่านอื่นศึกษาไว้มาเป็นแนวทางเกี่ยวกับการหมุนรอบตัวของอาทิตย์ จนทำให้เขาได้ค้นพบทฤษฎีใหม่ แต่ขัดแย้งกับคนอื่นๆและหลักศาสนา จนเขาเสียชีวิตผลงานหนังสือและการค้นพบของเขาจึงได้รับการเผยแพร่ออกสู่สายตาสาธารณะชนชื่อว่า “ การปฏิวัติทางโคจรแห่งดาวบนฟากฟ้า” (De Revolutionibus Orbrium Codestium) กับทฤษฎีที่พบ 3 ข้อคือ

  1. ดวงอาทิตย์เป็นศูนย์กลางของระบบสุริยจักรวาล โดยโลกและดาวเคราะห์อื่นๆต้องหมุนรอบดวงอาทิตย์ใช้เวลา 365 วัน หรือ 1 ปี และทำให้เกิดฤดูกาลขึ้น
  2. โลกมีสัณฐานกลมไม่ใช่แบนอย่างที่เข้าใจ โดยโลกใช้เวลาหมุนรอบตัวเอง 1 วัน หรือ 24 ชม. และทำให้เกิดกลางวัน และ กลางคืน
  3. ดาวเคราะห์ต่างๆที่โคจรรอบดวงอาทิตย์เป็นไปในลักษณะเป็นวงกลม แต่นักดาราศาสตร์รุ่นหลังบอกว่าเป็นวงรี

โคเปอร์นิคัส นับว่าเป็นนักดาราศาสตร์ที่ตั้งทฤษฎีได้ถูกต้องที่สุด และเป็นแนวทางกับการปฏิวัติความเชื่อแบบเก่าต่อในการศึกษาในปัจุบันนี้ เขาอุทิศทำงานอย่างหนัก ทั้งดาราศาสตร์ การแพทย์ และด้านเศรษฐกิจในฐานะบุคคลหนึ่งในคณะรัฐบาลสมัยนั้น ในการยึดนโยบายเงินตราที่มีหลักการ สามารถแก้ไขปัญหาเงินฝืดในบ้านเมืองประเทศโปแลนด์ได้

ผลงานการค้นพบ ของ นิโคลัส โคเปอร์นิคัส (Nicolaus Copernicus)

  • ตั้งทฤษฎีโลกโคจรรอบดวงอาทิตย์ (Copernicus Theory) โดยทฤษฎีนี้กล่าวว่า ดวงอาทิตย์ศูนย์กลางสุริยะจักรวาล โลก ดาวเคราะห์อื่นๆต้องหมุนรอบดวงอาทิตย์ และโลกมีสัณฐานเป็นทรงกลม

 

ข้อมูลประวัติ สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ

สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ ทรงเป็นพระราชโอรสองค์ที่ ๕๗ ในพระบาทสมเด็จ พระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว เจ้าจอมมารดาชุ่ม ธิดาพระอัพภันตริกามาตย์ (ดิศ) ต้นสกุล  “โรจนดิศ” ประสูติในพระบรมมหาราชวัง เมื่อวันที่ ๒๑ มิถุนายน พ.ศ.๒๔๐๕พระบาทสมเด็จพระบรมชนกนาถพระราชทานพระนาม และพระพรประกอบด้วยคาถาเป็นภาษาบาลี ซึ่งมีคำแปล ดังต่อไปนี้

        ..สมเด็จพระปรเมนทร์มหามงกุฎพระจอมเกล้าเจ้าแผ่นดินสยามผู้บิดาขอตั้งนาม กุมารบุตรที่เกิดแต่ชุ่มเล็กเป็นมารดานั้น และซึ่งคลอดในวันเสาร์ขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๗ ปีจอจัตวาศกนั้น ว่าดังนี้ พระเจ้าลูกเธอพระองค์เจ้าดิศวรกุมาร นาคนาม ขอจงเจริญ ชนมายุ วรรณะ สุข พล ปฏิภาณ สรรพสิริสวัสดิพิพัฒน์มงคลทุกประการ สิ้นกาลนาน ต่อไป เทอญ…

        พระองค์ทรงเริ่มเรียนหนังสือไทยชั้นต้นจากสำนักคุณแสงและคุณปาน ราชนิกุล ในพระบรมมหาราชวัง ทรงศึกษาภาษาบาลี ในสำนักพระยาปริยัติธรรมธาดา (เปี่ยม) และหลวงธรรมานุวัติจำนง (จุ้ย) ทรงศึกษาภาษาอังกฤษในโรงเรียนหลวง ซึ่งมีมิสเตอร์ ฟรานซิส ยอร์ช แพตเตอร์สันเป็นพระอาจารย์ และทรงศึกษาวิชาหลักรัฐประศาสนศาสตร์จากพระบาทสมเด็จพระพุทธเจ้าหลวง รัชกาลที่ 5

        พ.ศ.๒๔๗๒ ทรงได้รับพระมหากรุณาธิคุณโปรดเกล้าฯ เป็น “สมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอกรมพระยาดำรงราชานุภาพ” ในรัชกาลที่ ๗ ซึ่งเป็นอิสริยยศสูงสุดสำหรับพระองค์ท่านตราบจนสิ้นพระชนม์

        ด้วยเกียรติประวัติที่ได้ทำไว้เพื่อประโยชน์ของประเทศชาติ ในวันที่ 27 พฤศจิกายน พ.ศ. 2544 คณะรัฐมนตรีมีมติเห็นชอบตามที่กระทรวงมหาดไทยเสนอให้ประกาศให้วันที่ 1 ธันวาคมของทุกปี เป็นวันสำคัญของชาติ คือ “วันดำรงราชานุภาพ” เพื่อน้อมรำลึกถึงพระคุณของสมเด็จพระเจ้าบรมวงศ์เธอ กรมพระยาดำรงราชานุภาพ เนื่องในโอกาสสถาปนากระทรวงมหาดไทย ครบ 109 ปี  อันเป็นวันที่ระลึกคล้ายวันสิ้นพระชนม์เป็นปีที่ 58 ของพระองค์

ข้อมูลประวัติ ขุนพันธรักษ์ราชเดช

ขุนพันธรักษ์ราชเดช

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช อดีตผู้บังคับการตำรวจภูธร เขต 8 เป็นนายตำรวจชาวเมืองนครศรีธรรมราช ที่ได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่ จนเป็นที่รู้จักและยอมรับกันทั่วไปในภาคใต้ และในจังหวัดอื่นๆ ที่ท่านไปดำรงตำแหน่งอยู่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งฝีมือในการปราบปรามโจรผู้ร้าย นอกจากนั้นท่านยังเป็นผู้สนใจวิชาการทั่วไป โดยสนใจทางด้านประวัติศาสตร์คติชนวิทยาและไสยศาสตร์เป็นพิเศษ มีข้อเขียนปรากฏอยู่ในหนังสือ และวารสารต่างๆ หลายเรื่อง ปัจจุบันคนทั่วไปนิยมเรียกท่านสั้นๆ ว่า ” ท่านขุน “

เป็นผู้ที่ได้ชื่อว่า “วีรบุรุษพริกขี้หนู” มือปราบเสือที่เลื่องชื่อในอดีต  บั้นปลายชีวิตกลายเป็นฆราวาสจอมขมังเวทย์ ที่มีผู้ให้ความเลื่อมใสศรัทธาเป็นจำนวนมาก วัตถุมงคลหลายรุ่นต้องเชิญให้ท่านไปเป็นเจ้าพิธีกรรม หรือเป็นประธานการจัดสร้าง ล่าสุดวัตถุมงคล “รุ่น 9 รอบ 9 พิธี 108 ปี ขุนพันธ์” ซึ่งกำลังเป็นที่แสวงหาของนักสะสม

ประวัติขุนพันธรักษ์ราชเดช

พลตำรวจตรี ขุนพันธรักษ์ราชเดช มีชื่อเดิมว่า บุตร พันธรักษ์ เกิดเมื่อวันที่ 18 กุมภาพันธ์ 2446 ที่บ้านอ้ายเขียว หมู่ที่ 5 ตำบลดอนตะโก อำเภอท่าศาลา จังหวัดนครศรีธรรมราช เป็นบุตรของนายอ้วน นางทองจันทร์ พันธรักษ์ เริ่มเรียนหนังสือครั้งแรกกับบิดา ตั้งแต่ ก ข ก กา ไปจนจบ พออ่านสมุดข่อยได้บ้างจึงได้เข้าเรียนที่วัดอ้ายเขียวกับอาจารย์ปานซึ่งเป็นสมภาร และอาจารย์นาม สมภารรูปต่อมา

และที่วัดอ้ายเขียวนี้เองท่านได้เรียนกับครูฆราวาสคนหนึ่งด้วย ชื่อนายหีด เป็นชาวอำเภอสวี จังหวัดชุมพร ซึ่งอาจารย์ปานได้พามาอยู่ที่วัดนี้ เป็นผู้ที่มีความรู้ ใครๆ เรียกกันว่าหลวงหีด นายหีดได้สอนหนังสือไทยแบบใหม่ให้ คือ ใช้แบบเรียนเร็ว เล่ม 1-2-3 จนท่านขุนมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่ในเกณฑ์ดี หลังจากนั้นท่านจึงเข้าสู่การศึกษาระบบโรงเรียน โดยเริ่มเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดสวนป่าน อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช เนื่องจากท่านมีความรู้ในวิชาเลขและหนังสืออยู่แล้วก่อนที่จะเข้าโรงเรียน ดังนั้นเมื่อเข้าเรียนในชั้นประถมปีที่ 1 ได้ 1 วัน ทางโรงเรียนก็เลื่อนชั้นให้เรียนในชั้นประถมปีที่ 2 และวันรุ่งขึ้นก็เลื่อนชั้นให้เรียนชั้นประถมปีที่ 3 เป็นอันว่าท่านเข้าโรงเรียนได้เพียง 3 วัน ได้เลื่อนชั้นถึง 3 ครั้ง

เมื่อครั้งเรียนชั้นประถมปีที่ 3 โรงเรียนบ้านสวนป่าน มีพระภิกษุอินทร์ รัตนวิจิตร เป็นผู้สอน เรียนอยู่ประมาณ 2 เดือน โรงเรียนนั้นก็ถูกยุบ ท่านจึงเข้าเรียนในชั้นเดิม ที่โรงเรียนวัดพระนคร ตำบลพระเสื้อเมือง (ปัจจุบันคือตำบลในเมือง) อำเภอเมืองนครศรีธรรมราช มีครูเพิ่ม ณ นคร เป็นครูประจำชั้น เรียนจบชั้นประถมปีที่ 3 ซึ่งเป็นชั้นสูงสุดของโรงเรียน

ในปี พ.ศ.2456 ได้เข้าเรียนต่อชั้นมัธยมปีที่ 1 ที่โรงเรียนวัดท่าโพธิ์ (โรงเรียนเบจมราชูทิศในปัจจุบัน) พอเรียนชั้นมัธยมปีที่ 2 ได้ไม่กี่เดือนก็ต้องออกจากโรงเรียนเพราะป่วยเป็นโรคคุดทะราด ต้องพักรักษาตัวปีกว่า เมื่อหายจึงคิดจะกลับมาศึกษาต่อที่โรงเรียนเดิมแต่ปรากฏว่าเพื่อนๆ ที่เคยเรียนด้วยกันเรียนอยู่ชั้นมัธยมปีที่ 2 และปีที่ 3 แล้ว จึงเปลี่ยนใจเดินทางเข้าไปศึกษาที่กรุงเทพฯ ในปี พ.ศ.2459 โดยไปอยู่กับพระปลัดพลับ บุณยเกียรติ ซึ่งมีศักดิ์เป็นน้า ที่วัดส้มเกลี้ยง (วัดราชผาติการาม) ได้เรียนอยู่ที่โรงเรียนวัดเบญจมบพิตรในชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 ขณะเรียนที่โรงเรียนนี้ได้เรียนวิชามวย ยูโด และยิมนาสติก จนมีความชำนาญพอสมควร ท่านสอบไล่ได้ชั้นมัธยมปีที่ 8 ในปี พ.ศ.2467 ต่อมาในปี 2468 จึงได้เข้าเรียนต่อที่โรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จังหวัดนครปฐม ขณะที่เรียนได้เป็นครูมวยไทยด้วย เรียนอยู่ 5 ปี สำเร็จหลักสูตรในปี พ.ศ.2472

พล.ต.ต.ขุนพันธรักษ์ราชเดช เสียชีวิตเมื่อคืนวันที่ 5 ก.ค.2549 ด้วยโรคชรา สิริอายุ 108 ปี ขณะนี้ศพตั้งสวดพระอภิธรรมอยู่ที่วัดพระมหาธาตุฯ จ.นครศรีธรรมราช สร้างความอาลัยให้แก่ญาติมิตรและลูกศิษย์ลูกหา ปิดฉากชีวิตวีรบุรุษพริกขี้หนู ฆราวาสจอมขมังเวทที่เลื่องชื่อ

บทบาทการเป็นตำรวจ

หลังจบจากโรงเรียนนายร้อยตำรวจห้วยจระเข้ จ.นครปฐมในปี 2472 ทางการได้ย้ายให้ไปประจำตามพื้นที่ต่างๆ ของประเทศ โดยในปี 2474 ย้ายไปอยู่ จ.พัทลุง สร้างผลงานปราบปรามเสือสังกับเสือพุ่มนักโทษแหกคุก และยังวิสามัญคนร้ายคดีสำคัญอีก 16 ราย ต่อมาในปี 2476 มีหัวหน้าโจรชื่อ “อะแวสะดอตาเละ” ตั้งแก๊งออกปล้นฆ่าผู้คนในพื้นที่ จ.นราธิวาส ทางการได้ส่งขุนพันธรักษ์ราชเดชลงไปปราบปรามจนราบคาบ สามารถจับหัวหน้าโจรเอาไว้ได้ กระทั่งได้รับการยกย่องจากชาวไทยมุสลิมกันอย่างกว้างขวาง

หลังจากนั้นในปี 2482 ย้ายกลับมาอยู่ จ.พัทลุง อีกครั้ง ปราบปรามคนร้ายสำคัญ คือเสือสายและเสือเอิบ ก่อนจะย้ายไปเป็นผู้กำกับตำรวจภูธรจังหวัดพิจิตรปี 2486 ปราบเสื้อโน้ม ถัดมาปี 2489 ถูกย้ายไปเป็นผู้กำกับตำรวจภูธรจังหวัดชัยนาท พร้อมทั้งได้รับการแต่งตั้งให้เป็นรองผู้อำนวยการกองปราบพิเศษของกรมตำรวจขณะนั้น ลุยปราบชุมโจรสุพรรณบุรี อาทิ เสือฝ้าย เสือผ่อน เสือครึ้ม เสือปลั่ง เสือใบ เสืออ้วน เสือไหว เสือมเหศวร รวมทั้งเสือไกร และเสือวัน แห่งชุมโจรอำเภอพรานกระต่าย จนได้รับฉายาจากชุมเสือว่า “ขุนพันดาบแดง” ต่อมาย้ายไปอยู่พัทลุงอีกครั้ง เพื่อปราบปรามชุมโจรเกิดใหม่ กระทั่ง ได้รับการแต่งตั้งให้เป็นผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 เวลาต่อมา ก่อนจะเกษียณราชการ

ด้วยความดีความชอบในหน้าที่ราชการ ท่านจึงได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพันตำรวจโทในปี พ.ศ.2493 ท่านอยู่พัทลุงได้ 2 ปีเศษ จนถึง พ.ศ.2494 จึงได้รับการแต่งตั้งให้ไปดำรงตำแหน่งรองผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 จังหวัดนครศรีธรรมราช จนกระทั่งถึงปี พ.ศ.2503 จึงดำรงตำแหน่งผู้บังคับการตำรวจภูธรเขต 8 และได้รับพระราชทานเลื่อนยศเป็นพลตำรวจตรี จนกระทั่งเกษียณอายุในปี พ.ศ.2507

ขุนพันธรักษ์ราชเดช นอกจากจะเป็นนายตำรวจมือปราบแล้วยังเป็นนักประวัติศาสตร์ ตลอดชีวิตรับราชการได้สร้างเกียรติประวัติในตำแหน่งหน้าที่มากมาย แม้จะเกษียณอายุราชการแล้ว แต่ก็ยังสร้างคุณประโยชน์ให้กับชาติบ้านเมือง ในปี 2512 ได้รับการเลือกตั้งเป็น ส.ส. นครศรีธรรมราช พรรคประชาธิปัตย์ นอกจากนี้ ยังเป็นผู้หนึ่งที่สนใจในเรื่องไสยศาสตร์เป็นพิเศษ รวมทั้งมักจะได้รับเชิญให้ไปเป็นประธานในพิธีกรรมปลุกเสกพระเครื่อง เป็นประจำ มีลูกศิษย์ลูกหามากมาย อาทิ พล.ต.ท.สรรเพชญ ธรรมาธิกุล อดีต ผบช.ประจำสำนักงานผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ พ.ต.อ.สามชาย อ่วมถนอม รอง ผบก.ภ.จ. นครศรีธรรมราช

บทบาทอื่นๆ

นอกจากงานด้านปราบปรามซึ่งเป็นงานที่ท่านถนัดและสร้างชื่อเสียงให้ท่านเป็นพิเศษแล้ว ท่านยังได้พัฒนาเมืองพัทลุงให้เป็นเมืองท่องเที่ยว โดยปรับปรุงชายทะเลตำบลลำปำให้เป็นสถานที่ท่องเที่ยว และให้มีตำรวจคอยตรวจตรารักษาความปลอดภัยแก่ผู้โดยสารรถไฟที่เข้าออกเมืองพัทลุง ทำให้เมืองพัทลุงในสมัยที่ท่านเป็นผู้กำกับการตำรวจ มีความสงบสุขน่าอยู่ขึ้นมาก ตำรวจที่ทำหน้าที่ดังกล่าวได้เลิกไปเมื่อกรมตำรวจจัดตั้งกองตำรวจรถไฟขึ้น

ขุนพันธรักษ์ราชเดช ยังมีคุณสมบัติเฉพาะตัวที่สำคัญซึ่งควรกล่าวถึงคือ เป็นนักวิชาการที่สำคัญคนหนึ่ง ท่านเป็นทั้งนักอ่านและนักเขียน ได้เขียนเรื่องราวต่างๆ ลงพิมพ์ในหนังสือและวารสารต่างๆ หลายเรื่อง ขุนพันธ์เป็นคนหนึ่งที่มีความสนใจในเรื่องไสยศาสตร์อยู่มาก เรื่องที่เขียนส่วนใหญ่จึงเป็นเรื่องเกี่ยวกับความเชื่อทางไสยศาสตร์ นอกจากนั้นก็มีเรื่องเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ทั้งประวัติบุคคลและสถานที่ ตำนานท้องถิ่น มวย และเรื่องเกี่ยวกับประสบการณ์ของตนเอง

ข้อมูลประวัติ พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3 (พ.ศ. 2367 – 2394)


มีพระนามเดิมว่า พระองค์เจ้าทับ เป็นพระราชโอรสพระองค์ใหญ่ ในพระบาทสมเด็จพระพุทธเลิศหล้านภาลัย และกรมสมเด็จพระศรีสุลาลัย ทรงพระราชสมภพ เมื่อวันที่ 22 มีนาคม พ.ศ. 2330 ต่อมาได้รับ สถาปนาพระอิสริยยศ เป็นกรมหมื่นเจษฎาบดินทร์ พระองค์ทรงเริ่มปฏิบัติราชการมาตั้งแต่ สมเด็จพระบรมชนกนาถ ยังดำรงตำแหน่งกรมพระราชวังบวรสถานมงคล จึงเป็นที่ไว้วางพระราชหฤทัยให้ปฏิบัติพระราชกรณียกิจ ต่างพระเนตรพระกรรณหลายประการ พระราชกรณียกิจสำคัญที่ทรงบำเพ็ญในรัชกาลที่ 2 ได้แก่ ราชการในกรมท่าซึ่งมีหน้าที่ด้านการค้าและสัมพันธไมตรีกับต่างประเทศ เงินผลประโยชน์ จากการค้าสำเภาของพระองค์ครั้งนี้ ต่อมาได้นำมาใช้ในภาวะคับขันของบ้านเมือง ด้านการป้องกันพระนคร ได้ทรงเป็นแม่กองอำนวยการสร้างป้อมปราการ ด้านชายทะเลตะวันออก และเป็นแม่ทัพยกไปตีขัดตาทัพพม่า ที่ตำบลปากแพรก เมืองกาญจนบุรี เป็นเวลา 1 ปี
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว เสด็จขึ้นเสวยสิริราชสมบัติใน พ.ศ. 2367 ทรงทำนุบำรุง ประเทศให้เจริญรุ่งเรืองทุกด้าน เช่น ด้านเศรษฐกิจ โปรดให้ปรับปรุงการค้าขายกับต่างประเทศ และ ระเบียบวิธีการเก็บภาษีอากรต่างๆ ด้านความมั่นคง โปรดให้สร้างป้อมปราการตามหัวเมืองสำคัญและ ตามชายฝั่งทะเล ตลอดจนต่อเรือรบเรือกำปั่นไว้ใช้ในราชการเป็นจำนวนมาก โปรดให้มีการปราบปราม ผู้ก่อความไม่สงบต่อแผ่นดินอย่างเด็ดขาด เป็นต้นว่า การปราบปรามเวียงจันทน์ ญวน และหัวเมืองปักษ์ ใต้ ทั้งยังทรงยกฐานะหมู่บ้านต่างๆ ขึ้นเป็นเมืองเพื่อขยายความเจริญในการปกครอง ด้านศาสนา ทรง บำเพ็ญพระราชกุศลเป็นนิจ ทรงบูรณะปฏิสังขรณ์พระอารามเป็นจำนวนมาก โปรดให้มีการสอนพระ ปริยัติธรรมแก่พระภิกษุ และโปรดให้จารึกสรรพตำราต่างๆ 8 หมวดบนแผ่นศิลา ประดับไว้ ณ ศาลาราย ในวัดพระเชตุพนฯ เพื่อเผยแพร่ความรู้แก่ประชาชน เสมือนเป็นมหาวิทยาลัยแห่งแรกของประเทศ ด้าน วรรณกรรมนั้นทรงเป็นกวีด้วยพระองค์เอง และทรงส่งเสริมผู้มีความรู้ด้านนี้ ส่วนงานด้านศิลปกรรมนับ เป็นผลสืบเนื่องมาจากการสร้าง บูรณะปฏิสังขรณ์พระอาราม มีผู้กล่าวว่า ลักษณะศิลปกรรมในรัชกาลที่ 3 เป็นแบบที่งดงามยิ่ง เพราะหลังจากนี้ศิลปกรรมไทยรับอิทธิพลศิลปตะวันตกมากเกินไป
พระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ทรงดำรงสิริราชสมบัติได้ 26 ปี เสด็จสวรรคตเมื่อวันที่ 2 เมษายน พ.ศ. 2393 ปีกุน (จุลศักราช 1212)
พระชนมายุ 63 พรรษา

Follow

Get every new post delivered to your Inbox.